In Remembrance of H.M. King Bhumibol Adulyadej. His kindness and compassion will remain in our hearts forever.

   
     +66 (0)98 670 6758
Tap To Call

What’s Yoga?   arrow

whatsyoga2

กำเนิดโยคะ (Origins of Yoga)

โยคะ กำเกิดในประเทศอินเดียเมื่อประมาณ 4 – 5 พันปีมาแล้ว เดิมจะเป็นการฝึกเฉพาะในหมู่โยคี และชนชั้นวรรณะพราหมณ์ เพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะ ได้ถูกพัฒนาผ่านลัทธิฮินดู มายุคพุทธศาสนา ถึงยุคลัทธิเซนในประเทศจีน ดังนั้นโยคะจึงไม่ได้เป็นศาสตร์ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เป็นสากลศาสตร์ที่ศาสนาต่างๆ สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติเพื่อบรรลุ เป้าหมายสูงสุดแห่งศาสนานั้นๆ โยคะจึงเป็นที่แพร่หลายไปทั่วโลก

ความหมายของโยคะ (Meaning Of Yoga)

โยคะ หมายถึง การสร้างความสมดุลและการรวมของร่างกาย- จิตใจ และจิตวิญญาณ ให้เป็นหนึ่งเดียว โยคะสุตรา (Yogasutra) คือ โยคะสูตร รวบรวมโดยท่านมหาโยคีปตัญชลี (Patanjali) พระบิดาแห่งโยคะ เมื่อประมาณ 300 ปี หลังพระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระสูตรนี้เป็นที่มาแห่งปรัชญาของโยคะในปัจจุบัน

ระดับของโยคะ

ตำรา Yoga-Sutra of Patanjali (c. 200 A.D.) กล่าวไว้ว่าการฝึกโยคะเป็นวิธีการควบคุมจิตใจให้สงบ ทำให้เลือดลมหรือพลังงานไหลเวียนไปได้ทั่วร่างกายโดยไม่ติดขัด เพื่อการเข้าใจถึงตนเองอย่างแท้จริง และมีเป้าหมายเพื่อยกระดับจิตใจของตนให้สูงขึ้น กระบวนการฝึกโยคะเพื่อทำให้จิตใจสงบลงนั้นได้รับการจัดระบบไว้ 8 ขั้นตอนหรือที่เรียกว่าวิถีทั้งแปดซึ่งประกอบไปด้วย

1. ยะมะ หรือ Moral discipline (Yama) คือศีลธรรมและจริยธรรมที่จะช่วยให้คนอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข เป็นสังคมที่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกันซึ่งมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ การไม่ฆ่าฟันหรือทำร้ายผู้อื่น ต้องให้ความรักผู้อื่น ต้องรักษาความสัตย์ คิดและพูดสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ไม่โลภ ไม่มีความอยากได้ของผู้อื่น ไม่อยากได้หรืออยากมีเกินความเป็นจริง ทำงานหรือทำหน้าที่ของตัวเองให้เต็มความสามารถ ฝึกจิตของตัวเองให้ควบคุมตัวเองในเรื่องของการคิด การพูดและการทำ ไม่สะสมสิ่งที่มีเกินความจำเป็น ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

2. นิยะมะ Self-restraint (Niyama) หรือความมีวิถีแห่งตน ได้แก่ การรักษาร่างกายให้สะอาดด้วยการอาบน้ำ การรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยการฝึกโยคะและฝึกลมปราน ฝึกตนเองให้พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ จิตใจที่ไม่รู้จักพอจะขาดพลังจิต ขาดทิศทางและยากที่จะสงบลงได้ ความเพียรพยายามในการควบคุมกาย วาจาและใจให้ทำในสิ่งที่ดีๆ ศึกษาเกี่ยวกับธรรมและตนเองเพื่อที่จะหาทางแกไขปัญหาต่างๆได้อย่างเหมาะสมฝึกปฏิบัติให้ลดความโลภ โกรธ หลง

3. อาสนะPosture (Asana) หมายถึงท่าในการฝึกโยคะ เป็นท่าสำหรับการบริหารร่างกาย ฝึกยืดกล้ามเนื้อกระตุ้นให้การทำงานประสาทและต่อมต่างๆ

4. พรานายะมะ Breath control (Prânâyâma) เป็นการฝึกกำหนดลมหายใจโดยเป็นการฝึกการหายใจเข้า การหายใจออก และการกลั้นหายใจ

5. พรายาหาระ Sensory inhibition (Pratyâhâra) หมายถึงการควบคุมความรู้สึกต่าง รู้สึกอยากได้ รู้สึกโกรธ เมื่อจิตใจไม่ติดยึดกับวัตถุหรืออารมณ์ก็ทำให้จิตใจผู้นั้นบริสุทธิ์และมีพลังงานในการคิดหรือทำดี

6. ธารนะ Concentration (Dhâranâ) คือความมีสมาธิจดจ่อในสิ่งที่กระทำอยู่เมื่อกายอยู่ในท่าโยคะให้จิตใจสนใจแต่เรื่องลมหายใจไม่คิดเรื่องอื่น

7. ธยานะMeditation (Dhyâna) คือการที่จิตใจที่เพ่งอย่างต่อเนื่องจนเกิดสมาธิ ไม่ว่าจะเปลี่ยนท่าโยคะไปท่าใดผู้ฝึกก็ยังมีจิตใจไม่วอกแวก หากฝึกถึงขั้นนี้ร่างกายจะรู้สึกเบาสบาย มั่นคง จิตใจแจ่มใส

8. สมาธิหรือฌาณ Ecstasy (Samâdhi) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการฝึกโยคะ ทางพุทธเรียกฌาณ ร่างกายจิตใจอยู่ในสภาวะพัก มีความสงบนิ่งสมดุล ผู้ฝึกจะมีสติและรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา เป้าหมายของการฝึกโยคะ Râja-Yoga คือการปลดปล่อยตัวเองจากโลภ โกรธ หลงและมีสมาธิ

อาสนะ (Asana)

อาสนะนับเป็นหนึ่งในแปดแขนงของโยคะแบบดั้งเดิม ในตำราโยคะสูตร มีส่วนที่ว่าด้วยปรัชญาของโยคะ มหาโยคีปตัญชลี ให้คำจำกัดความ อาสนะ ด้วยคำ 2 คำ คือ เสถียร และสุขุม เสถียรหมายถึง ความมั่นคง ความคงที่ ความแน่วแน่ โดยมากจากรากศัพท์ว่า สถ ซึ่งหมายถึงการยืน สุขุมหมายถึงการผ่อนคลาย สบาย ความสุข เมื่อจิตของกายอยู่ในสภาวะที่ตรงข้ามกับเสถียรและสุขุม กล่าวคือ อยู่ในสภาวะไม่คงที่ จำกัด ร้อนรน และไม่มีสมาธิ จะทำให้เรามีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตอย่างยาก ลำบาก ขัดแย้ง เครียด และขาดความสุข การฝึกโยคะช่วยสร้างความคงที่และผ่อนคลายที่สัมผัสได้ ผ่านจิตของกาย อันจะก่อประโยชน์ทั้งด้านสมาธิและชีวิตประจำวันโดยทั่วไป

การฝึกโยคะนั้นต่างจากการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ที่เป็นที่นิยมกัน เช่น แอโรบิก ยกน้ำหนัก หรือวิ่งอย่างสิ้นเชิง จุดประสงค์ของการฝึกอาสนะไม่ใช่การพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หรือความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ (แม้โยคะจะมีประโยชน์เช่นนั้นด้วยก็ตาม) แต่โยคะมีจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟูจิตของกายให้กลับมาสู่สภาวะความเป็นอยู่ที่ดี ผ่อนคลาย และตื่นตัวอยู่เสมอ

หลักสำคัญของการฝึกโยคะ

  • หายใจแบบโยคะให้ถูกต้อง : หายใจเข้า – ท้องพอง, หายใจออก – ท้องแฟบ สูดอากาศเข้าให้พอดีกับท่าฝึก เพื่อให้ได้ออกซิเจนมากพอ ปล่อยลมหายใจออกให้สุด เพื่อขับอากาศเสียออกจากร่างกาย และลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ หายใจเข้า – ออก ให้สอดคล้องเป็นจังหวะกับท่าฝึกแต่ละท่า
  • ฝึกท่าแต่ละท่า ช้าๆ เป็นจังหวะที่ลงตัว ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตามข้อจำกัดธรรมชาติร่างกายของแต่ละบุคคล อย่าฝืนเกินไป เช่น ยืดตัวมากเกินไป เกร็งเกินไป ตึงมากไป บิดมากเกินไป
  • การกำหนดจิต (Concentration) ให้เป็นหนึ่งเดียวกับการฝึกโดยไม่วอกแวก จะทำให้จิตสงบเข้าถึงสมาธิได้ดีขึ้น ห้ามแข่งขัน หรือคุยกันระหว่างการฝึก ควรอดทนและขยันฝึกเป็นประจำ ควรฝึกอย่างน้อย อาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้ง
  • หยุดพักและผ่อนคลาย หลังจากการฝึก (Pause & Relax) ให้หายใจเข้า – ออก ช้า ๆ ลึก ๆ 6-8 รอบ เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ และทำให้การเต้นของหัวใจปรับเข้าสู่สภาวะปกติ

ประโยชน์ของโยคะ

การฝึกโยคะมีผลต่อจิตของกายในทุกๆ ด้าน เช่น ในด้านร่างกายโดยผ่อนคลาย รักษา และสร้างความแข็งแรง ยืดเส้นยืดสายระบบกระดูก กล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อหัวใจ ระบบการย่อยอาหาร ต่อมต่างๆ ในร่างกาย และระบบประสาท ผลทางด้านจิตใจจะเกิดผ่านการสร้างจิตใจที่สงบ ความตื่นตัวและสมาธิ ผลทางด้านจิตวิญญาณ คือ การเตรียมพร้อมสำหรับการทำสมาธิ และสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน การตั้งใจฝึกท่าโยคะให้ประโยชน์มากมาย ตั้งแต่การฟื้นฟูสมดุลการทรงตัว ความยืดหยุ่น ความแม่นยำ สุขภาพ และร่างกายที่แข็งแรง จนถึงการสร้างความสงบด้านจิตใจ ความสมดุลทางอารมณ์ และความแข็งแรงภายใน ในแง่ของร่างกาย ท่าโยคะช่วยกระตุ้นต่อม อวัยวะ กล้ามเนื้อและผ่อนคลายความปวดเมื่อย ทำให้การย่อยอาหารและการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น อาการอันมีผลมาจากความเครียด เช่น การนอนไม่หลับ ความเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อกระตุก ความกังวล และอาการอาหารไม่ย่อย จะดีขึ้นมาก การฝึกท่าโยคะอย่างต่อเนื่องจะมีผลอย่างล้ำลึกต่อร่างกายภายใน โดยทำให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ สมาธิ และความมั่นใจ

ประโยชน์ของโยคะในทางกายบำบัด

อาสนะต่างๆ ของการฝึกโยคะ เกี่ยวข้องกับจักระทั้ง 7 ทางหลักของโยคี ซึ่งก็คือต่อมต่างๆ ในร่างกาย ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนอันเป็นประโยชน์ การฝึกโยคะช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมเหล่านี้ให้สมดุล จึงมีคุณประโยชน์มากมายต่ออวัยวะและการทำงานของส่วนต่างๆ ในร่างกาย ได้แก่

  • กล้ามเนื้อ ข้อต่อ และเอ็น ยืดหยุ่นมากขึ้น การทรงตัวดีขึ้น
  • ปรับสภาพกระดูกสันหลัง บำบัดอาการปวดหลัง คอ และศีรษะ
  • เพิ่มการไหลเวียนของเลือด บำบัดโรคภูมิแพ้ กระตุ้นสมองให้ความจำดีขึ้น คลายความเครียด แก้โรคนอนไม่หลับ
  • ช่วยนวดอวัยวะภายในให้แข็งแรงขึ้น เช่น หัวใจ มดลูก กระเพาะอาหาร ตับ ไต เป็นต้น
  • ทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น เลือดไปที่ไตล้างไตให้สะอาดขึ้น
  • ระบบการหายใจจะโล่งขึ้น ปรับระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น
  • ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ผิวพรรณผ่องใส
  • ทำให้การเผาผลาญแคลอรีในร่างกายเพิ่มขึ้น ได้พลังงานเสริมความแข็งแรง ช่วยลดน้ำหนัก ร่างกายมีสัดส่วนดีขึ้น

ประโยชน์ของโยคะในทางจิตบำบัด

โยคะเป็นการฝึกการหายใจอย่างถูกต้อง เพื่อร่างกายจะได้รับออกซิเจนอย่างเต็มที่ จึงมีผลดีต่อสมองและจิตใจ คือ จิตสงบ มีสมาธิมากขึ้น เพิ่มความมั่นคงทางจิตใจ บรรเทาความเครียด ความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ลดความวิตกกังวล และความกระวนกระวายใจ การฝึกโยคะอย่างสม่ำเสมอยังสร้างให้เรามีวินัย และความเพียร อันจะนำมาซึ่งประโยชน์สูงสุดต่อตนเอง

sunbig_c_hires_resize

Yoga is a time-honored system of balancing mind, body and spirit and has something for a truly wide range of people, whatever the state of their mind and body.

For all, Yoga is good for what ails you. Specifically, yoga helps manage or control anxiety, arthritis, asthma, back pain, blood pressure, carpal tunnel syndrome, chronic fatigue, depression, diabetes, epilepsy, headaches, heart disease, multiple sclerosis, stress and other conditions and diseases. It also:

  • improves muscle tone, flexibility, strength and stamina
  • helps to look younger, more radiant and stay in shape
  • reduces stress and tension whilst enhancing faculties (power and senses)
  • improves concentration and creativity
  • improves circulation
  • stimulates the immune system
  • creates peace, clarity and stability of mind

However, the benefits aforementioned remain secondary to yoga’s original purpose, which is to achieve liberation and enlightenment

The subtle channels of energy through which “Prana” (life force) flows through the body intersect at junctions known as Chakras (wheels). Different Asanas (postures) from yoga practice can work on different Chakras. The 7 Chakras (comprising root, base, navel, heart, throat, 3rd eye and crown Chakras) are part of yoga philosophy and are believed to offer benefits related to mental or emotional state. Working with the Chakras is a potent way of ensuring body, mind and soul are always in harmony.